ข่าว:
 
*
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน ตุลาคม 17, 2017, 06:28:48 AM
|ถามตอบปัญหาแม่และเด็ก |ตั้งครรภ์ |การเลี้ยงลูก |การเลือกโรงเรียน |พัฒนาการเด็ก |ปัญหาครอบครัว |สถานที่ท่องเที่ยวสำหรับครอบครัว |ติดต่อลงโฆษณา

รับแปลเอกสาร



เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น


หน้า: [1]
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ลูกฉันเป็นดาวน์ ซินโดรม  (อ่าน 348 ครั้ง)
Best Mom Club
Administrator
สุดยอดคุณแม่ Bestmomclub
*****

พลังน้ำใจ 1
กระทู้: 1314


อีเมล์
« เมื่อ: ตุลาคม 17, 2014, 06:50:34 AM »

โรสแมรีลูกสาวของเราลืมตามาชมโลกในเช้าวันอันงดงามแสงแดดเจิดจ้าหลังจากที่เฝ้ารอการมีลูกสาวมาแสนนาน การคลอดของฉันเป็นไปด้วยดีกว่าที่เคยคลอดลูกชายคนโตซึ่งตอนนี้อายุหกขวบแล้ว
“โอ โทนีคะ” ฉันอุทานอย่างเป็นสุขกับสามี “นี่เป็นสิ่งที่แสนวิเศษสุดเลย”  เรามีความสุขกันมากโดยหาได้ล่วงรู้ไม่ว่าจะกลายเป็นความปวดร้าวในกาลต่อมา

             โทนีกลับไปบ้านได้ครู่เดียวก็ต้องรีบกลับมาโรงพยาบาลเมื่อได้รู้เรื่องฉุกเฉินคือมีรกค้างอยู่ในท้องของฉันซึ่งแพทย์ต้องการผ่าตัดทันเพื่อระงับอาการตกเลือดหากทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี

            แต่แล้วในวันรุ่งขึ้น โลกทั้งปวงดูจะกระเจิดกระเจิงไปโดยพลัน!

             เมื่อโรสแมรีอายุได้สี่วันเรามีความรู้สึกว่าแกกินนมน้อยมากน้อยเกินกว่าจะเจริญเติบโตได้ด้วยปริมาณเพียงเท่านั้น น้ำหนักของแกลดลงตัวเหลืองและมีอาการขาดน้ำ

             “ลูกเป็นอะไรนะ?” ฉันถามโทนี ครั้นวันรุ่งขึ้นโรสแมรีถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลอีกแห่งเนื่องจากแกมีอาการทรุดลงจนโรงพยาบาลท้องถิ่นของเราซึ่งมีขนาดเล็กไม่มีเครื่องมือพอสำหรับเรื่องฉุกเฉินฉันกับโทนีตามลูกไปโดยไม่อยากรอฟังข่าวอยู่ที่บ้าน ฉันรู้สึกได้ว่าโทนีหวาดหวั่นพอๆกับฉัน แต่เขาไม่แสดงความรู้สึกอันใดออกมาเพราะกลัวว่าจะทำให้ฉันตกใจนั่นเอง

            ตอนนี้โรสแมรีต้องรับการตรวจสอบอันน่าเจ็บปวดมากมายเมื่อเสร็จการทดสอบอันสุดท้าย คือการเจาะไขสันหลังหมอเชิญเราเข้าไปในห้องเพื่อบอกว่าจะส่งโรสแมรีไปโรงพยาบาลเด็กอีกแห่งที่เมืองถัดไปเนื่องจากแกมีอาการลำไส้บิดซึ่งเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้และไม่สามารถผ่าตัดได้แม้ในโรงพยาบาลที่มีเครื่องมือครบครัน

              ฉันฟังแล้วหน้ามืดแทบหมดสติพยายามรวบรวมสัมปชัญญะทั้งปวงเพราะรู้ว่าช่วยโรสแมรีไม่ได้ถ้าขาดสติได้แต่สวดมนต์ภาวนาในใจตอนนี้ลูกของฉันมีอายุเพียงห้าวันและกำลังมีอาการทรุดหนักลงไปทุกขณะ

              โรสแมรีถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลเด็กโดยทางเครื่องบินส่วนโทนีกับฉันขับรถตามไปโดยใช้เวลาเดินทางตลอดคืนเพื่อไปอยู่กับลูกฉันเอาแต่ร่ำไห้กับโทนี “นี่มันเกิดขึ้นเร็วเกินไป”ฉันรำพันอย่างหมดหวัง นึกภาพโรสแมรีนอนอยู่บนในเปลบนเครื่องบิน มีสายวัดระโยงระยางร่างเล็กจิ๋วนั้นเพิ่งออกมาชมโลกได้เพียงห้าวันเท่านั้น

                เราไปถึงโรงพยาบาลเด็กด้วยความอ่อนเพลียและรับรู้ว่าโรสแมรีกำลังเข้าห้องผ่าตัดโทนีจึงพาฉันไปพักผ่อนที่โรงแรมให้สงบใจก่อนกลับไปที่โรงพยาบาลอีกครั้งหากยังไม่มีข่าวคืบหน้าใดๆ

การรอคอยนั้นแสนทรมานยิ่งนักในที่สุดหมอออกมาบอกว่าโรสแมรีปลอดภัยจากอาการผ่าตัดและมีอาการคงที่ ฉันยังอยู่ในสภาพช็อคจนแทบไม่เชื่อหูตัวเองตอนได้ฟังในสองนาทีแรกจากนั้นหมอบอกเราว่าดวงตาของโรสแมรีมีอาการผิดปรกติและจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกำลังรอพบอยู่

                “นี่มันอะไรกันอีกล่ะ?” ฉันพร่ำรำพันกับโทนีซึ่งมีสีหน้ามึนงง “หมายความว่าลูกเราจะตาบอดหรือเปล่า?”

ฉันรีบไปที่ห้องของโรสแมรีหากสายตาแกดูปรกติและฉันพยายามปัดความคิดนี้ออกไปจากสมองและหันมาทำใจกับแผลผ่าตัดที่หน้าท้องของลูกแทน

กาลต่อมาฉันซักพยาบาลว่าหมอหมายความว่าอย่างไรที่ว่าโรสแมรีมีสายตาผิดปรกติพยาบาลทำท่าลังเล “แกไม่ได้ตาบอดค่ะ แต่ฉันบอกอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้” เธอผละจากไปปล่อยให้เราพ่อแม่แสนฉงนฉงาย

                วันรุ่งขึ้นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าจะทำการทดสอบแมรีแต่ไม่บอกว่าเพื่ออะไร“เราไม่อยากให้คุณเป็นกังวลตอนนี้ซึ่งคุณมีเรื่องกังวลมากพออยู่แล้ว ค่อยๆดูกันไปทีละเรื่องดีกว่า”

                ตอนหมอออกไปแล้วเราถึงนึกได้ว่าลืมถามว่าหมอเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไหนได้ยินแต่พูดคำว่าโครโมโซมและเลือด เราจึงเอามาผสมผสานกับอาการดวงตาผิดปรกติและเปิดตำราแพทย์ดูหากสิ่งที่พบกลับทำให้ตกใจจนไม่กล้าเอ่ยปากอันใด

                สี่วันหลังจากรอคอยผลตรวจเมื่อโรสแมรีอายุครบเก้าวันผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งมาแจ้งผลกับเรา ฉันรู้ได้ทันทีว่าต้องมีอะไรผิดปรกติตอนเขาบอกให้เรานั่งลงแล้วพูดคำศัพท์ทางการแพทย์ยาวยืดโดยปราศจากความหมายอันใดกับเราเมื่อหมอเห็นว่าเราหมดความอดทนและสมควรจะได้รู้ความจริงหมอจึงพูดประโยคร้ายแรงที่สุดที่พ่อแม่คนใดจะทำใจรับได้ออกมา

 “ลูกของคุณมีอาการโรคดาวน์ ซินโดรม”

ฉันตะลึงเหมือนถูกตบหน้าหัวใจปวดร้าวยิ่ง ต้องไม่ใช่เรา ฉันคิดขณะมองดูโทนีซึ่งมีแววตาเจ็บปวดเช่นกันฉันจำได้ว่าร้องกรี๊ดออกไป “ไม่จริง”สมองฉันอึงอลเหมือนจับไข้อยากหวนกลับไปสู่วันอันผาสุกเมื่อเก้าวันก่อนตอนลูกเพิ่งคลอดออกมา

เราไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับดาวน์ ซินโดรมนอกจากว่าเกิดกับทารกซึ่งมารดามีอายุมาก แต่ฉันอายุเพียง 26 ปีและรู้สึกเหมือนลูกตัวเล็กตายจากไป

 “เราจะทำยังไงกัน?” ฉันถาม

โทนีเงียบไปก่อนเอ่ยว่าเราจะยกลูกให้คนอื่นดีหรือไม่หากความรู้สึกปกป้องวูบเข้ามาในใจฉัน “ไม่ แกเป็นลูกของเราฉันไม่ยอมเสียแกไปแน่ๆ ลูกต้องการแม่นะ”

                 “นั่นคือสิ่งที่ผมต้องการได้ยิน” สามีผู้แสนวิเศษของฉันเอ่ย

                 เราเห็นพ้องกันว่าไม่ว่าโรสแมรีจะเป็นเช่นไรแกก็คือเลือดเนื้อเชื้อไขของเราและต้องการพ่อแม่ปกป้องฉันคิดถึงทอมมีลูกชายคนโตที่บ้านว่าจะบอกแกอย่างไร จำได้ว่าทอมมีเบิกบานมากมายในวันที่โรสแมรีคลอดออกมานึกว่าพ่อแม่พี่น้องฉันจะว่าอย่างไร?ทุกคนคงบอกปัดว่าไม่ใช่พันธุกรรมจากทางครอบครัวเราแน่ๆ

หัวใจฉันหนักอึ้งด้วยความกังวลและเอาแต่ร้องไห้แม้มีเจตนาแน่วแน่จะเลี้ยงโรสแมรีต่อไปแกไม่เคยร้องขอเกิดมาในโลกนิหรือวอนขอความทรมานในชีวิตฉันรู้สึกว่าเป็นความรับผิดชอบของตนเองเต็มประตู

เรารู้ได้ในกาลต่อมาว่าต้องทำการศึกษาโครโมโซมเพราะโรสแมรีไม่มีอาการดาวน์ซินโดรมอื่นนอกจากที่ดวงตาเท่านั้น ส่วนการผ่าตัดลำไส้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการนี้

ความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ของเราเริ่มเมื่อพาลูกกลับบ้านเราจะต้องเลี้ยงแกไปตลอดชีวิต การรักษาพยาบาล ความสับสนช่วยตัวเองไม่ได้ไหนจะวิกฤติจากการที่โรสแมรีเกิดมีอาการหัวใจล้มเหลวตอนกลับบ้านได้แค่สองวันเราต้องพาแกกลับโรงพยาบาลอีกเพราะเกิดช่องโหว่ในหัวใจสองช่องอันเป็นอาการส่วนหนึ่งของดาวน์ซินโดรม โรสแมรีจะต้องได้รับการผ่าตัดหัวใจทันทีเมื่อแข็งแรงพอระหว่างนี้ต้องกินยาสองชนิดไปก่อน

ทีแรกเราคิดว่าจะประวิงการผ่าตัดนี้ไปจนกว่าแกจะมีอายุหนึ่งหรือสองขวบแต่ก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ในสามเดือนให้หลังเนื่องจากลูกอ่อนแอ ตัวซีดเย็นเยียบตลอดเวลา

เมื่ออายุได้เจ็ดเดือนครึ่ง โรสแมรีได้รับการผ่าตัดหัวใจโดยแพทย์เย็บรูรั่วปิดเข้าหากันฉันได้แต่สวดมนต์ภาวนาหากนึกริษยาแม่คนอื่นที่มีลูกปรกติธรรมดาฉันช่างมีกรรมเสียนี่กระไร! นอกจากนี้โรสแมรียังใช้เวลาพักฟื้นแสนยาวนานหลังการผ่าตัดอีกด้วย

ในวันนี้โรสแมรีมีอายุหนึ่งขวบชีวิตของแกมีภาระหนักรออยู่เบื้องหน้าแต่บ้านคือสถานที่แสนอบอุ่นซึ่งแกสัมผัสความรักจากเราได้ทุกโมงยามแกตัวเล็กมากและต้องกลับไปโรงพยาบาลอีกหลายครั้งเพื่อผ่าตัด แต่ก็มักแข็งแรงขึ้นมาได้เสมอชีวิตใจช่วงขวบปีแรกจัดว่าหนักหนาสาหัสหากเราร่วมเผชิญฟันฝ่าไปกับลูกน้อยซึ่งสอนให้เราชื่นชมในสิ่งที่เรามองข้ามไปนั่นคือการมีสุขภาพอันดีและการมีความสุขนั่นเอง

เมื่อหวนกลับไปนึกถึงวันเวลาในตอนแรกที่ฉันมัวกังวลว่าพ่อแม่ญาติโยมจะคิดอย่างไรนั้นฉันละอายใจที่คิดเช่นนั้นและรู้ว่าใครจะคิดอย่างไรก็ไม่สำคัญเรื่องสำคัญยิ่งยวดคือชีวิตน้อยๆ นั้นแม้จะไม่สมบูรณ์ไร้ที่ติหากก็เป็นชีวิตอันมีค่าต่อเราเสียงหัวเราะของลูกลดความกังวลทั้งปวงลงไปได้ในทุกโมงยาม

                                                                                *     *    *

ขอขอบคุณ
motherandchild.in.th




y

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 17, 2014, 06:51:47 AM โดย Best Mom Club » บันทึกการเข้า
Rizanharus
สมาชิกใหม่
*

พลังน้ำใจ 0
กระทู้: 2


อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: มิถุนายน 12, 2017, 02:17:38 AM »

ขอให้สูงๆ ต่อไป
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2008, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF

Valid XHTML 1.0! Valid CSS! Dilber MC Theme by HarzeM