ข่าว:
 
*
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน สิงหาคม 19, 2017, 01:37:33 PM
|ถามตอบปัญหาแม่และเด็ก |ตั้งครรภ์ |การเลี้ยงลูก |การเลือกโรงเรียน |พัฒนาการเด็ก |ปัญหาครอบครัว |สถานที่ท่องเที่ยวสำหรับครอบครัว |ติดต่อลงโฆษณา

รับแปลเอกสาร



เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น


หน้า: [1]
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เติมสุขเพื่อแม่ทำงาน  (อ่าน 12858 ครั้ง)
Best Mom Club
Administrator
สุดยอดคุณแม่ Bestmomclub
*****

พลังน้ำใจ 1
กระทู้: 1314


อีเมล์
« เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2014, 05:30:13 AM »

 ปัจจุบันสถานะของการเป็น ‘แม่’  กำลังถูกเรียกร้องรอบด้าน เช่น เป็น ‘เจ้านาย’ ที่ต้องบริหารงานอย่างยุติธรรม เป็น ‘ลูกน้อง’ ที่ทำงานอย่างเต็มความสามารถ ‘ภรรยา’ ที่ต้องดูแลสามี ‘แม่’ ที่เป็นแบบอย่างที่ดีของลูก  หรือื่นๆอีกมากมาย

             ด้วยหน้าที่ และความรับผิดชอบที่เกิดขึ้นในสถานะของแม่นั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยที่จะแบกรับหน้าที่ต่างๆ นานา และต้องทำให้ดีด้วยนี่สิคะ ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าถูกเรียกร้อง ถูกกดดัน และหากไม่ระวังความคิด ปล่อยให้ตัวเองไหลไปกับกระแสนิยมของบางสิ่งบางอย่างที่เหมือนกัน เช่น ความสำเร็จที่เหมือนกัน เป้าหมายที่คล้ายๆ กัน เหล่านี้เหมือนเรากำลังถูกกำหนดให้ต้องวิ่งเข้าลู่การแข่งขัน นี่เองคือสาเหตุทำให้ความสุขหล่นหายไปอย่างที่เราอาจจะไม่รู้ตัว กว่าจะรู้ตัวอีกครั้งก็ในวันที่เกิดอาการ...

             .... เครียด
             .... รู้สึกว่าชีวิตไม่มีความสุข แม้จะได้ทำกิจกรรมที่ชอบ
             .... บ่อยครั้งที่ผิดหวังและไม่พอใจกับสิ่งที่คนอื่นทำ
             .... ท้อแท้ อ่อนแอกับชีวิต
             .... เศร้า เซ็ง เหนื่อยหมดแรง ไร้พลัง
             .... พร่ำบ่น ขี้โมโห หงุดหงิด และโทษตัวเอง
             .... ตั้งคำถามกับตัวเองซ้ำๆ ในเรื่องที่ไม่ประสบความสำเร็จ

ปัจจัยทำให้ขาดสุข
             ทุกเรื่องต้องดูดี สามีต้องตำแหน่งการงานเลิศ ลูกต้องได้เข้าโรงเรียนดัง ชีวิตถูกกำหนดและถูกแวดล้อมให้ขับเคลื่อนไปด้วยกรอบความคิดที่คนอื่นมอบให้ กรอบความคิดที่มีสูตรสำเร็จแบบเดียวกัน แต่ลืมมองว่าพื้นฐานครอบครัวนั้นไม่เหมือนกัน ความสำเร็จที่เป็นอย่างคนอื่นก็อาจจะไม่เหมาะสำหรับครอบครัวเรา ล้วนเป็นต้นเหตุของการถอยห่างความสุขไปทุกที

             - เข้าวงจรการแข่งขัน วงจรการแข่งขันที่บังคับให้ทุกคนต้องแย่ง ต้องวิ่งๆ บนลู่ให้เร็วกว่าคนอื่น การออกแรงมากอย่างไม่เป็นธรรมชาติ ล้วนทำให้เกิดความเครียดค่ะ หากวิ่งแข่งจนชินก็ยิ่งทำให้ถอยห่างความสุข ลืมความง่าย ความธรรมดาในชีวิตไปทุกที 
             - ตั้งเป้าไม่สอดคล้องความเป็นจริง เมื่อเป้าหมายที่วางไว้นั้นไปถึงนั้นยากเกินไป เพราะตั้งเป้าไม่เหมาะกับพื้นฐานของครอบครัว การผลักดันลากพาทุกคนไปให้ถึงเป้า จึงทำให้ความสุขหล่นหายกลางทางแต่ไม่เคยรู้ รู้ตัวอีกทีก็ในวันที่ทำอะไรก็ไม่มีความสุข สูญเสียรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของกันและกันไปโดยไม่รู้ตัว
             - Perfectionist  ทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบชัดเจนถูกต้อง การผิดเพี้ยนหรือไม่เป็นไปตามแผนราวทุกอย่างราวกับว่าจะพังทลาย แต่คุณแม่อย่าลืมว่าบนโลกใบนี้ความสมบูรณ์แบบหามีไม่ค่ะ การคาดหวังถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ จึงเป็นความทุกข์ที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เติมเต็มสุข สร้างวิธีคิด Well-Balanced
             บ้านไหนที่รู้สึกว่ากำลังถอยห่างความสุขไปทุกที เสียงหัวเราะ ความร่าเริงที่เคยมีเริ่มหายไป มาเติมเต็มความสุขกัน วีน โฮเฟ่น นักจิตวิทยาให้นิยามความสุขว่า “ความสุขเกิดขึ้นจากการประเมินของแต่ละคนว่าชื่นชอบชีวิตโดยรวมของตนเองมาก แค่ไหน เมื่อคนหนึ่งบอกว่ามีความสุข ก็หมายถึงรู้สึกชอบหรือพึงพอใจกับชีวิตตัวเอง นอกจากนี้ความสุขยังมีผลต่อร่างกายโดยตรง เพราะขณะที่ร่างกายมีความสุขจะหลั่งสารเอ็นโดรฟีนที่ก่อให้เกิดความสุขโดย ตรง”

             ความสุขมีผลต่อสภาพร่างกาย และสภาวะทางอารมณ์ ในสภาวะที่มีความสุขร่างกายจะอยู่ในสภาวะที่ไร้ความวิตกกังวลใดๆ ซึ่งเมื่อเกิดปัญหาให้ต้องแก้ไขจัดการ สภาวะที่มีความสุขจะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างง่ายดาย ซึ่งดีกว่าสภาวะเครียด หงุดหงิด อารมณ์ที่ไม่มั่นคง เปลี่ยนแปลงง่าย นอกจากจะแก้ปัญหาไม่ได้ผลแล้ว การที่คุณพ่อคุณแม่อารมณ์เสียหรือหงุดหงิดง่ายกระทบต่อพัฒนาการทางอารมณ์ของ ลูกน้อยโดยตรง เด็กเปรียบเหมือนฟองน้ำค่ะ พร้อมซึมซับสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบตัว หากคุณพ่อคุณแม่ขี้โมโห หงุดหงิดง่าย หน้าบึ้งลูกน้อยก็จะมีอารมณ์เช่นนั้นด้วย

Slow Life for Mom
             Slow Life หมายถึงการทำชีวิตให้ช้าลง ชะลอจังหวะชีวิต เพื่อคืนความสมดุลให้ร่างกายและจิตใจ และหันกลับมามองคุณค่าที่แท้จริง จริงอยู่ว่าชีวิตคนเมืองอยู่ในภาวะของการถูกบีบบังคับให้ต้องเร่งรีบ เร่งเร้า และเร่งรัดอยู่ตลอดเวลา แต่คุณแม่สามารถเป็นผู้กำหนดชีวิตตัวเองได้ เพราะเรายอมที่จะถูกกระแสพัดพาไปหรือเปล่า ชีวิตจึงออกห่างความสุขไปทุกที แต่แท้จริงแล้วเราสามารถเลือกจังหวะชีวิตครอบครัวเราได้ค่ะ วางจังหวะชีวิตให้ช้าลงแต่เร็วเหมาะ อย่างที่ว่า “เร็วไม่ว่าแต่ช้าให้เป็น”

             Slow Food ไม่ต้องถึงกับต้องกินผักที่ปลอดสารพิษตั้งแต่การผลิต ครอบครัวเรายังกินอาหารฟาสต์ฟู้ดได้ แต่ควรสลับกับการกินอาหารประเภทผักสดผลไม้สดที่มีตามฤดูกาล เพื่อจะช่วยลดการได้รับสารเคมีเข้าร่างกายลงไปบ้าง เพราะพืชผักนอกฤดูกาลมักจะถูกเร่งให้โตด้วยฮอร์โมนจากปุ๋ยหลากหลายชนิด วันเสาร์-อาทิตย์จัดเป็นมื้อพิเศษพ่อทำแม่ทำ สำหรับวันธรรมดาที่เร่งรีบก็เลือกซื้ออาหารที่ปรุงเสร็จใหม่จากร้านที่เรา ไว้ใจได้ จัดตารางอาหารให้สมดุล เพราะอาหารทางกายที่ดีจะส่งผลไปยังใจที่ดี ให้มีความสุขกันทั้งบ้าน อย่าลืมค่อยๆ กิน ค่อยๆ กลืน ดีกับระบบการย่อยของร่างกายด้วย

             Slow Trip ลืม ภาพฉิ่งฉาบทัวร์รีบไปรีบกลับ เลือกสถานที่ที่ครอบครัวจะได้มีโอกาสใกล้ชิดธรรมชาติ ได้เรียนรู้หลากหลายวัฒนธรรม เช่น วัด โบสถ์ ตลาดน้ำ สวนสาธารณะ หรือไปบ้านคุณตาคุณยาย กิจกรรมเหล่านี้จะทำให้ชีวิตเราช้าลงได้อย่างเป็นอัตโนมัติ

             Slow Life for Today ระหว่างวันของการทำงาน เข้าใจว่างานมันรีบ แต่ขอให้มีเวลาดึงจังหวะชีวิตที่เร่งๆ นั้นให้กลับมาช้าลงบ้าง ช่วงพักกลางวันแทนที่จะรีบกินรีบไปทำงาน ก็ขอเวลาเตร็ดเตร่ด้วยการกินอาหารให้ช้าลง เคี้ยวอย่างละเอียด กินขนมหวานให้อร่อย ระหว่างเบรกช่วงบ่ายก็จิบกาแฟนั่งมองวิวนอกหน้าต่าง มองต้นไม้ ดูรูปลูก การได้มีโอกาสนิ่งและมีสมาธิกับตัวเองระหว่างวัน จะช่วยให้สมองมีพลังขึ้นมาได้และเป็นการพักผ่อนเพื่องานที่มีประสิทธิภาพ ขึ้นด้วย

             Slow with your Child ปล่อยให้ลูกได้เติบโตไปตามพัฒนาการที่เป็นไปตามธรรมชาติและชื่นชมกับ พัฒนาการนั้น การเร่งสีเร่งโต และกระตุ้นให้โตเร็วเกินไป จะทำให้ลูกขาดโอกาสการได้เป็นเด็กในแต่ละช่วงวัย ซึ่งแต่ละวัยนั้นสวยงาม และมีเรื่องสนุกให้ได้เรียนรู้ต่างกัน เลือกชีวิต Slow Life ให้ลูกด้วยของเล่นฟังก์ชั่นน้อย ผลิตจากวัสดุธรรมชาติ เช่น บล็อกไม้ไม่ทาสี ตุ๊กตาผ้า หรือดิน ทราย ของเล่นเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ และการสัมผัสกับพื้นผิวธรรมชาติจะช่วยให้เด็กมีจิตใจที่อ่อนโยนขึ้นด้วย

             Slow with your Relation ช้าลง นิ่งขึ้น เพื่อจะได้มองเห็นสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวได้ชัดเจนขึ้น กับความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาที่ใช้ชีวิตมานานหลายปี บางคู่อาจจะละเลยบางเรื่องที่อาจจะเป็นเรื่องใหญ่ของอีกฝ่าย ด้วยความไม่ใส่ใจหรือไปเร็วนี้เองอาจจะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวของความ สัมพันธ์ อย่างน้อยหนึ่งวันในสัปดาห์ ใช้เวลาอยู่ร่วมกันอย่างจริงจัง พูดคุย ซักถามถึงทุกข์สุขที่เกิดขึ้น การนิ่งฟังใส่ใจระหว่างกันในทุกเรื่องจะช่วยตัดปัญหาที่จะมาท้าทายความ สัมพันธ์ได้ดีขึ้น
                     
หลักคิดพิชิตสุข
             พอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ บอกตัวเองให้ได้ อย่าให้คนอื่นมาบอกในวันที่สายเกินไปแล้ว เช่น เราอาจจะมีลูกที่ไม่เก่งถึงสอบติดชีววิทยาโอลิมปิก แต่ลูกเราก็เล่นกีฬาเก่งและเป็นเด็กดีไม่เอาเปรียบคนอื่น มีสามีที่เอาใจใส่ดูแลดีแต่อาจจะขี้ลืมบ้าง การพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ เป็นการเพิ่มความสุขที่ตรงประเด็นที่สุด เพราะเมื่อเราพอใจเราก็จะไม่คิดใฝ่หาสิ่งใดที่เกินตัว ยังเป็นการปรับพื้นฐานหลักคิดต่อเรื่องอื่นๆ ด้วย

             นิยามความสุขของบ้านเราเอง เคยได้ยินคำว่าเป็นตัวของตัวเองมาแล้ว นำมาใช้กับครอบครัวได้เหมือนกันค่ะ บ้านไหนถ้าคิดว่าทำอะไรสำเร็จตามเป้าแล้วถึงจะมีความสุข ก็เลือกตั้งเป้า

             ให้พอเหมาะกับครอบครัวเราเอง อย่าตั้งเป้าให้เหมือนเพื่อนข้างบ้านเพราะต้นทุนครอบครัวต่างกัน การอยากได้อยากมีเหมือนคนอื่น จะทำให้เราไม่พบความสุขในครอบครัวเสียที มีมุมมองด้านบวก พยายามมองอีกด้านของเหรียญเสมอ เพราะในความทุกข์ ไม่ได้ดั่งใจ พยายามมองเรื่องดีๆ ที่ซ่อนอยู่ ลูกไม่ได้เข้าสาธิต แต่การเรียนใกล้บ้านก็ทำให้คุณภาพชีวิตลูกดีกว่า ประหยัดน้ำมันได้มากกว่า

             สุขใจกับสิ่งเล็กน้อยในชีวิต บอกตัวเองถึงสิ่งที่ทำให้มีความสุขและรู้สึกดีอย่างน้อยวันละหนึ่งสิ่ง เพื่อให้เรารู้สึกว่าชีวิตไม่ได้แย่ไปทั้งหมด ยังมีเรื่องดีเกิดขึ้นในวันที่คิดว่าย่ำแย่สุดๆ และอย่าปล่อยให้ตัวเองจมปลักไปกับความทุกข์ เศร้า หรือผิดหวังนานเกิน เพราะความรู้สึกในวันนี้มีผลต่อความรู้สึกในวันถัดไป

             มีความสุขกับนามธรรมใช่รอเฉพาะรูปธรรม อิ่มใจไปกับรอยยิ้ม คำขอโทษ คำชมเชย คำขอบคุณ ของลูก สามี และเพื่อนร่วมงาน อย่าตั้งเป้าความสุขความพอใจเพียงเพราะได้เงินทองหรือของขวัญเพียงอย่าง เดียวค่ะ ลองสังเกตความรู้สึกเมื่อคุณได้รับคำเหล่านี้ ที่เปรียบเหมือนน้ำเลี้ยงหล่อลื่นหัวใจที่แห้งแล้ง ซึ่งจะตราตรึงติดในใจไปมากกว่าการได้รับสิ่งของ

             หัดให้แล้วจะสุข รวมกลุ่มกันทำกิจกรรมเพื่อสังคม เลือกกิจกรรมที่ไม่ได้ทำในชีวิตประจำวัน เช่น รวมกลุ่มเพื่อนคุณพ่อคุณแม่ทำกิจกรรมเพื่อเด็กด้อยโอกาส ร่วมรณรงค์เพื่อลดความรุนแรงในเด็กและสตรีฯลฯ  กิจกรรมเพื่อสังคมเหล่านี้จะช่วยลดตัวตนลง หลุดจากเรื่องตัวเอง การฝึกให้กับคนที่ไร้โอกาสหรือให้โดยที่ไม่มีเงื่อนไข จะช่วยให้จิตใจสงบและมีความสุขไปโดยอัตโนมัติ

             “ถึงแม้วันนี้ความสุขจะหายไปบ้าง อย่าลืมค้นหาแง่มุมดีๆ ไว้ ในความสุขที่ขาดหายไป อาจเป็นครูที่ทำให้เราได้เรียนรู้บางอย่าง ได้ทบทวนความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง และครอบครัว ค้นพบแนวทาง และรูปแบบใหม่ในการดำเนินชีวิต เปลี่ยนมุมลบมาเป็นมุมบวก ขอให้คุณแม่ Modern Mom มีความสุขกันทุกคนค่ะ”

ขอขอบคุณที่มาจาก : momypedia.com


 


บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2008, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF

Valid XHTML 1.0! Valid CSS! Dilber MC Theme by HarzeM