ไปอ่านเจอมาค่ะน่าจะมีประโยชน์ ไม่มากก็น้อย เลยเก็บมาฝากค่ะ

มีท่อนนึงที่คุณหมอกล่าวไว้ค่ะว่า...
ถ้าสตรีหลังคลอดไม่ได้คุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นๆและไม่ได้ให้ลูกดูดนมอย่างสม่ำเสมอ จะมีอุบัติการณ์ของการตั้งครรภ์เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วภายใน 3 อาทิตย์เลยทีเดียว ทางโรงพยาบาลต่างๆจึงนัดตรวจหลังคลอดภายใน 4 สัปดาห์ เพื่อตรวจหลังคลอดและคุมกำเนิดไปพร้อมกัน การคุมกำเนิดในสตรีที่จะให้ลูกกินนมแม่จึงต้องให้ลูกกินอย่างสม่ำเสมอและถ้าจะใช้ยาคุมกำเนิดก็ต้องเป็นยาคุมกำเนิดที่ไม่มีสารเอสโครเจนเพราะเอสโตรเจนจะมีผลต่อน้ำนมทำให้คุณภาพและปริมาณลดลงได้

เนื้อความข่าวดังนี้ค่ะ >>>
ปัจจุบันโดยทั่วไปยาคุมส่วนใหญ่จะมีสารเอสโตรเจน ซึ่งเป็นตัวเพิ่มฮอร์โมนร่างกายให้กับผู้หญิง ทั้งนี้ (โดยส่วนใหญ่) ผู้หญิงผู้ที่แพ้เอสโตรเจนจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เจ็บคัดเต้านม เลือดออกกระปริบกระปรอย เวียนศีรษะ บางรายปวดไมเกรน เป็นฝ้า เป็นสิว มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น อ้วนขึ้น และ ที่สำคัญคือการกินยาคุมฯ ที่มีเอสโตรเจน (มีข้อจำกัดกับคนหลายกลุ่ม) ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีภาวะเส้นเลือดดำอุดตัน ผู้ที่สูบบุหรี่ ผู้ที่มีอายุเกิน 35 ปีขึ้นไป ซึ่งเอสโตรเจนอาจส่งผลต่อร่างกายได้ รวมถึงคุณแม่ที่กำลังให้นมลูก เอสโตรเจนจะทำให้น้ำนมน้อยลง ซึ่งนี่ทำให้ในระยะหลังได้มีการคิดค้นนวตกรรมยาคุมกำเนิดชนิดใหม่ขึ้นมา ซึ่งน่าจะเป็นคำตอบที่ดีสำหรับผู้ที่แพ้เอสโตรเจน นั่นก็คือยาคุมชนิดไร้เอสโตรเจนนั่นเอง”
โดย ศ.นพ. สุรศักดิ์ ฐานีพานิชสกุล คณบดีวิทยาลัยวายาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยและ ผศ.มานพชัย ธรรมคันโธ ภาควิชาสูติศาสตร์-นารีเวชวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล
การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดในสตรีหลังคลอด
ถ้าสตรีหลังคลอดไม่ได้คุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นๆและไม่ได้ให้ลูกดูดนมอย่างสม่ำเสมอ จะมีอุบัติการณ์ของการตั้งครรภ์เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วภายใน 3 อาทิตย์เลยทีเดียว ทางโรงพยาบาลต่างๆจึงนัดตรวจหลังคลอดภายใน 4 สัปดาห์ เพื่อตรวจหลังคลอดและคุมกำเนิดไปพร้อมกัน การคุมกำเนิดในสตรีที่จะให้ลูกกินนมแม่จึงต้องให้ลูกกินอย่างสม่ำเสมอและถ้าจะใช้ยาคุมกำเนิดก็ต้องเป็นยาคุมกำเนิดที่ไม่มีสารเอสโครเจนเพราะเอสโตรเจนจะมีผลต่อน้ำนมทำให้คุณภาพและปริมาณลดลงได้
ดังนั้นการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และให้ได้ผลในการป้องกันการตั้งครรภ์ได้ด้วยนั้นจำเป็นต้องมีการเรียนรู้วิธีที่ถูกต้อง มิฉะนั้นการป้องกันการตั้งครรภ์จะไม่ได้ผล
โดยยึดหลัก 3 ดูด คือ...
1. จะต้องให้ลูกดูดนมแม่แบบถี่ คือดูดอย่างน้อยทุก 3 ชั่วโมง
2. จะต้องดูดน้ำนมในปริมาณที่มากพอ
3. จะต้องดูดนานอย่างน้อย 20-30นาที
แต่หากการปฏิบัติด้วยวิธีดังกล่าวเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะยิ่งสตรีที่ต้องกลับไปทำงานออฟฟิต เป็นต้น ดังนั้นการเลือกใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดในช่วงให้นมบุตร น่าจะเป็นวิธีการที่สะดวกและป้องกันการตั้งครรภืได้ดีกว่า โดยยาเม็ดคุมกำเนิด ( ชนิดไร้เอสโตรเจน ) นั้นจะไม่มีผลต่อน้ำนม มีผลข้างเคียงต่ำ และยังควบคุมรอบเดือนได้ดี จึงสามารถนำมาใช้ในกรณีดังกล่าวได้
ตัวอย่างของยาคุมกำเนิดชนิดที่ไร้สารเอสโตรเจน (รุ่นเก่า) ซึ่งประกอบด้วย ลินเนสตรินอลขนาด 0.5 มิลลิกรัมนั้น มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดน้อยกว่ายาคุมชนิดฮอร์โมนรวม คือสามารถยับยั้งการตกไข่ได้เพียงร้อยละ 50 เท่านั้น แต่ที่เราใช้ได้ดีและมีกลไกหลักที่ทำให้ (มูกที่ปากมดลุกเหนียวข้น) ทำให้อสุจิไม่สามารถผ่านไปได้ ทำให้ปรสิทธิ
ภาพในการคุมกำเนิดโดยรวม 90 เปอร์เซน โดยข้อด้อยของยานี้คือ มีช่วงลืมรัปประทานยาเม็ดต่อไปสั้นแค่ 3ชั่วโมง ทำในยาดังกล่าวใช้ในกรณีต้องกาคุมกำเนิด ในช่วงให้นมบุตรเท่านั้น แต่ไม่ค่อยได้รับความนิยมในสตรีทั่วไปเท่าที่ควร
ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดไร้เอสโตรเจนตัวใหม่จะแตกต่างกับรุ่นเดิมที่มีผลยับยั้งการตกไข่ได้มากร้อยละ 99 และในช่วงลืมทานยา ได้นานถึง 12 ชั่วโมง ทำให้ยาตัวใหม่มีผลใช้ได้ข้างเคียงยาคุมชนิฮอร์โมนรวมแต่มีข้อดีกว่า เช่น ไม่มีอาการคลื่นไส้อาเจียน, ลดอาการบวมน้ำ, หน้าเป็นฝ้า, ลดอาการปวดศรีษาจากฮอร์โอนเอสโตรเจน
ด้านนพ.มานพชัย ธรรมคันโธ จากภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาลให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าทุกวันนี้เรื่องของสิทธิสตรีเปิดกว้างขึ้น ผู้หญิงไทยหันมาคุมกำเนิดแบบกินยาคุมฯ มากขึ้น โดยในกรณีของผู้หญิงทั่วๆ ไป อยากแนะนำให้พิจารณาเลือกใช้ยาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนในปริมาณต่ำ จะช่วยให้ผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากฮอร์โมนชนิดนี้ลดน้อยลงได้ โดยเฉพาะเรื่องน้ำหนักตัวซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยและเป็นปัญหาที่สร้างความกังวลให้แก่ผู้หญิงมากกว่าผลข้างเคียงอื่นๆ
“ยาคุมกำเนิดแบบไร้เอสโตรเจนถือเป็นทางเลือกที่ดีวิธีหนึ่งสำหรับผู้ที่มีอาการแพ้ ปัจจุบันนวตกรรมยาคุมกำเนิดแบบไร้เอสโตรเจนได้พัฒนาให้มีฤทธิ์คุมกำเนิดใกล้เคียงกับยาคุมกำเนิดชนิดรวม ซึ่งก็ได้ผลดี ดังนั้นสาวๆ ที่จำเป็นต้องใช้ยาคุมฯ แบบไร้เอสโตรเจนไม่ต้องกังวลถึงประสิทธิภาพการทำงานของยา นอกจากนี้ผู้ที่มีความเสี่ยงอื่นๆ อย่างที่อ.สุรศักดิ์ได้กล่าวไปแล้ว อย่างอ้วน สูบบุหรี่ หรืออายุมากกว่า 35 ปี ตลอดจนผู้ที่มีโรคหลอดเลือด และมารดาที่ให้นมบุตรแต่ต้องการคุมกำเนิด ควรเลือกใช้แบบไร้เอสโตรเจนที่ลดความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อร่างกายด้วย”
อ้างอิงข้อความบางส่วนจาก :>>
http://www.mom2kids.com/webboard/index.php?action=printpage;topic=4725.0 