เมนูลูกรักตั้งแต่อายุ 1 ขวบเพื่อพัฒนาการทารก

เมนูลูกรักตั้งแต่อายุ 1 ขวบเพื่อพัฒนาการทารก

            คุณแม่มือใหม่ทั้งหลายเมื่อมีครอบครัวที่สมบูรณ์ด้วยการมีสมาชิกเพิ่มอย่างลูกน้อยที่เพิ่งเกิดก็ต้องมีความกังวลสารพัด ซึ่งก็เริ่มตั้งแต่ตั้งครรภ์เลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกินของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์ การบำรุงลูกน้อยในครรภ์เพราะคุณแม่หรือคุณพ่อทั้งหลายต่างก็ต้องกังวลถึงพัฒนาการทารก เป็นอันดับแรก ซึ่งหากเป็นยุครุ่นปู่ย่าตายายของเรา จะไม่มีความกังวลมากมายอย่างในยุคปัจจุบัน เนื่องด้วยโลกเราที่เปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างเยอะ ทำให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่มีความคาดหวังจะให้ลูกน้อยเมื่อเกิดและลืมตามาดูโลกแล้วมีพัฒนาการทารกที่สมบูรณ์และแข็งแรง คุณแม่ส่วนใหญ่จะเริ่มดูแลลูกน้อยอย่างจริงๆ จังๆ เมื่ออายุครรภ์ 2-3 เดือนขึ้นไป

            สิ่งที่คุณแม่ยุคใหม่นี้อดเป็นกังวลไม่ได้ น่าจะเป็นเรื่องของการแพ้อาหารต่างๆ อาทิอาการแพ้นทการแพ้ถั่ว การแพ้ไข่ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจว่า เด็กๆ ที่เกิดในยุคนี้ มีการแพ้อาหารเพิ่มขึ้นหลากหลายมากกว่าแต่ก่อน โดยเฉพาะอาการแพ้นม ซึ่งความเข้าใจของพ่อแม่ทุกท่านคือ อาหารหลักของทารกคือ นม แต่หากลูกรักมีอาการแพ้นทแล้วลูกจะทานอะไรได้บ้างเพื่อทดแทนคุณประโยชน์หรือสารอาหารจากนม เรามักจะได้ยินหรือรู้จักคำว่า ดีเอชเอ(DHA)ซึ่งก็คือ กรดโดโคซะเฮกซะอีโนอิก DHA เป็นกรดไขมันที่สำคัญและจำเป็นต่อร่างกาย มีความสำคัญกับพัฒนาการทารกเป็นอันดับต้นๆ ที่เรารู้จักกัน DHA มักจะถูกพูดถึงในส่วนผสมของนมผงของลูกน้อย กลับมาเรื่องการแพ้อาหารและสารอาหารของทารก ทำให้คุณแม่มือใหม่หลายท่านเริ่มศึกษาหาเมนูลูกรักตั้งแต่อายุ 1 ขวบหากลูกรักแพ้อาหารหลายชนิด คุณแม่ต้องยิ่งระวังและต้องเลือกสรร เมนูอาหารให้ลูกอย่างระมัดระวัง การที่ลูกรักแพ้อาหารบางประเภท ถือเป็นอันตรายเพราะหากคุณแม่ไม่สังเกตเห็น ก็อาจจะมีผลเสียตามมาได้ ดังนั้นคุณแม่ทั้งหลายต้องสังเกตอาการของลูกดีๆ ว่ามีการแพ้อาหารหรือสารใดๆ หรือไม่ หากลูกรักอายุต่ำกว่า 1 ขวบ ก็ยังง่ายเพราะเมนูหลักๆ คือนมิดังนั้นเมื่อลูกมีอาการแพ้นทคุณแม่จะสังเกตเห็นได้ง่ายมาก

            หลังจากลูกเริ่มทานอาหารเสริมอื่นๆ นอกเหนือจากนมแล้ว คุณแม่อาจจะสังเกตยากขึ้น ต้องคอยระมัดระวังดีๆเมนูลูกรักตั้งแต่อายุ 1 ขวบมีหลากหลายเมนูที่คุณแม่ทำให้ลูกทานได้ง่ายๆ หลักๆ ก็จะมีข้าว ซึ่งมักจะเป็นอาหารอ่อนๆ อย่างข้าวต้ม โจ๊ก เนื้อสัตว์ ก็มักจะเป็นหมูบด ปลาต่างๆ ผักใบเขียวต้มสุกบด ฟักทองบด แครอทต้มสุกบด และอื่นๆ ผลไม้ก็สามารถทานได้ เช่น ผลไม้ที่มีวิตามินซี และทานง่ายอย่างส้ม ซึ่งเราควรเอามาคั้นน้ำให้ลูกเพราะเค้ายังคี้ยวไม่ได้ และอื่นๆ ที่ต้องพิจารณาก็เช่นวิตามินสำหรับเด็กซึ่งโดยส่วนมากแล้วอาหารที่ลูกทานโดยปกติก็มักจะมีวิตามินสำหรับเด็กที่ครบถ้วนต่อความต้องการในแต่ละวันอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องหาวิตามินมาเสริม หรือหากคุณแม่อยากจะหาวิตามินสำหรับเด็กมาเสริมให้ลูกได้ทาน ก็อยากให้คุณแม่ปรึกษาคุณหมอเด็กก่อนจะซื้อหามารับประทาน ตามหลักแล้ว เด็ก 1 ขวบขึ้นไปเริ่มทานอาหารเป็นเวลา วันละ 3 มื้อ ซึ่งเราสามารถหามื้ออาหารว่างเพิ่มเติมให้ลูกได้ เพื่อลูกจะได้ฝึกพัฒนาการการเคี้ยว การใช้ฟันเพื่อพัฒนาการทารกที่ดี เมนูเสริมที่ลูกมักจะทานได้ก็เป็นอาหารอ่อนๆ ทั่วไป หรือคุณแม่บางคนอยากให้ลูกได้ลองผักผลไม้แปลกๆ แต่รสชาติอร่อยก็มักจะให้ลูกได้ลองทานแต่น้อยๆ ไข่ก็เป็นอีกเมนูนึงที่ขาดไม่ได้เพราะโปรตีนสูง บางครั้งเมนูลูกรักก็จะกลายเป็นเมนูไข่เสมอๆ คุณแม่มือใหม่ที่ไม่ถนัดทำอาหารให้ลูกน้อยเลย ต้องพยายามคิดสร้างสรรค์เพื่อให้ลูกไม่เบื่ออาหารที่ซ้ำๆ และจะเป็นการเพิ่มวิตามินสำหรับเด็กซึ่งยิ่งอาหารหลากหลายก็ยิ่งจะได้วิตามินหลายชนิดมากขึ้น คุณแม่ที่ใส่ใจมักจะมีเมนูหลายรายการหมุนเวียนในแต่ละสัปดาห์ การทำอาหารให้ลูกน้อยถือเป็นการแสดงถึงความรักความเอาใจใส่ต่อลูกซึ่งเป็นคนสำคัญในครอบครัว เวลาเหล่าคุณแม่ทั้งหลายจะเลือกซื้อสินค้า อาหารหรือวิตามินให้ลูกรัก ก็ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมเพราะหากมากไป ก็อาจจะไม่มีความจำเป็นต่อร่างกายลูก หรืออาหารบางชนิดมีโทษมากกว่าประโยชน์เมนูลูกรักตั้งแต่อายุ 1 ขวบที่จำเป็นอีกอย่างก็คงเป็นนม

            ในปัจจุบันนมมีหลายชนิด นมวัว นมแพะ นมผง นมกล่อง มีหลากหลายชนิดให้เลือกซื้อ แต่ทางที่ดีเราไม่ควรให้ลูกทานนมที่มีรสชาติหวาน หรือนมที่ปรุงแต่งรสและกลิ่น เพราะจะทำให้ลูกฟันผุได้ สิ่งที่อยากแนะนำคุณแม่ทุกท่านกับการทำเมนูให้ลูกก็คือ นอกจากลูกจะได้ทานอาหารอร่อยๆ จากรสมือคุณแม่แล้ว อาหารยังสะอาดกว่าการไปซื้อจากข้างนอก เพราะคุณแม่ต้องคอยใส่ใจทุกขั้นตอนเป็นแน่แท้ นอกจากนั้น สิ่งที่จะได้เพิ่มคือความอบอุ่นและความรักที่แทรกอยู่ในเมนูอาหารให้ลูก จะเห็นได้จากการที่คุณแม่บางท่าน มีการตกแต่งสร้างสรรค์เมนูให้ดูน่ารับประทาน ทำเป็นรูปตัวการ์ตูน ให้ลูกได้มีความรู้สึกอยากรับประทานอาหาร และที่สำคัญคุณแม่ยังสามารถคุมในเรื่องของความเค็ม ความหวาน ให้มีแต่น้อยๆ เพื่อลูกจะได้ไม่ติดอาหารที่เค็มจัดหรือหวานจัดอีกด้วย

Facebook Comments